top of page
ค้นหา

แกงสะเออะปูนา

รสของท้องนา ที่ไม่ได้มีแค่ข้าว


อาหารบางจานไม่ได้พาเราไปรู้จักเพียงรสชาติ แต่มันยังพาเรา ไปรู้จักวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่นั้นๆ “แกงสะเออะปูนา” คือจานอาหารที่เล่าเรื่องแบบนั้น

สำหรับคนที่เติบโตมากับท้องนา อาหารลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ มันคือการกินอยู่ที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างคนกับพื้นที่อยู่อาศัย


นาไม่ได้ให้แค่ข้าว แต่ยังให้โปรตีนพื้นถิ่น กุ้ง หอย ปู ปลา ผักพื้นบ้าน เป็นวัตถุดิบครบรส ทรงคุณค่าที่สามารถหยิบมาปรุงอาหารได้


แกงที่มีทั้งปูนา ผัก และความรู้ของคนพื้นถิ่น

ถ้าเรามองลึกลงไปในถ้วยแกง สิ่งที่อยู่ข้างในอาจไม่ได้ดูน่าตื้นตา แต่นั่นเอง คือเสน่ห์ของอาหารจานนี้


ปูนา เป็นพระเอก เพราะสะเออะปูที่ให้ทั้งรสชาติ กลิ่นเฉพาะตัว และอูมามิ

ผักพื้นบ้าน มะเขือเปราะ มะเขือพวง พืชผักเหล่านี้ถูกปลูกไว้ เพื่อใช้ประโยชน์ที่หัวไร่ปลายนาเป็นปกติ

เครื่องแกง ช่วยคลุกเคล้ารสชาติให้กลมกล่อมและโดดเด่น



วิธีทำ

สะเออะปู เริ่มต้นจากการนำปูนามาฉีกแบ่งชิ้น เก็บกระดองและก้ามแยกไว้ ตำปูด้วยครกหินให้ละเอียด ผสมน้ำเล็กน้อย กรองเยื่อซึ่งเป็นจำพวกกระดองปูป่นออก สิ่งที่ได้จากขั้นตอนนี้คือ “สะเออะ” ซึ่งมีความหมายว่า น้ำที่ได้จากเนื้อสัตว์สด


พริกแกงเผ็ด ผัดไปกับสะเออะปู เมื่อได้รับความร้อน น้ำสะเออะ จะเริ่มจับตัวเป็นก้อนไขมัน นั่นคือจุดเด่นของความอร่อยในจานนี้ ตัดเนื้อสัมผัสด้วยผักผิวกรอบ อย่างมะเขือเปราะ และมะเขือพวงที่หาได้ในนา ความขม เค็ม เผ็ด และกลิ่นหอมของพริกแกง คือสิ่งที่ทำให้อาหารจานนี้มีชั้นรสและมีมิติมากขึ้น


ในด้านการปรุง แกงสะเออะปูนาไม่ได้เป็นอาหารที่ซับซ้อนมากนัก แต่ความไม่ซับซ้อนนั้นไม่ได้แปลว่าทำง่ายแบบไม่ต้องรู้อะไรเลย ตรงกันข้าม มันต้องอาศัยความรู้ของคนทำอยู่ไม่น้อย

ตั้งแต่ต้องรู้จักเลือกปูตามฤดู รู้จักจัดการวัตถุดิบ รู้ว่าผักชนิดไหนควรใส่ตอนไหน การใช้ไฟ ไปจนถึงรู้เรื่องสมดุลรสชาติในจาน


สิ่งที่น่าสนใจของอาหารจานนี้ คือความเรียบง่าย มันไม่ได้พยายามทำตัวให้ซับซ้อน ไม่ได้มีส่วนประกอบมากมายจนเกินจำเป็น แต่ความเรียบง่ายนั้นเอง กลับทำให้เราเห็นชัดว่า ผู้คนในอดีตมีความรู้เรื่องอาหารอยู่ในชีวิตประจำวันมากเพียงใด


เขารู้ว่าฤดูไหนปูนามัน รู้ว่าผักอะไรเข้ากับอะไร รู้ว่าของที่มีอยู่รอบตัว เมื่อนำมาปรุงรวมกันแล้วจะกลายเป็นอาหารที่ทั้งอิ่มท้องและขับเคลื่อนด้วยรสเฉพาะของพื้นที่ได้อย่างไร


ในแง่นี้ แกงสะเออะปูนาไม่ใช่อาหารที่น่าสนใจเพียงเพราะเป็นของพื้นบ้าน แต่น่าสนใจเพราะมันบรรจุความรู้ของคนธรรมดาไว้ในหม้อแกงหนึ่งใบ มันทำให้เราเห็นว่าความรู้ของผู้คน ไม่ได้อยู่แค่ในคำบอกเล่า แต่อยู่ในวิธีหา วิธีเก็บ วิธีปรุง และวิธีกิน


แกงสะเออะปูนา จึงเป็นอาหารที่ทั้งเผยให้เห็นถึงนิสัยคนพื้นถิ่น ความรู้ของคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับนา และความสัมพันธ์ เป็นภาพสะท้อนชีวิตที่อยู่กับดิน กินกับน้ำ และผันเปลี่ยนตามฤดูกาลอย่างแท้จริง


อาหารพื้นบ้านหลายจานมีคุณค่าในลักษณะนี้ คือเป็นอาหารที่เกิดจากการ “อยู่เป็น” ไม่ใช่แค่ทำกินเป็น

และบางที นี่อาจเป็นเสน่ห์สำคัญของอาหารสุโขทัยในหลายเมนู ที่แม้จะดูไม่ซับซ้อน แต่กลับมีชั้นรสและชั้นชีวิตซ่อนอยู่ข้างในเสมอ


แกงสะเออะปูนา จึงชวนให้เรามองท้องนาใหม่อีกครั้ง ไม่ใช่มองเพียงว่าเป็นพื้นที่ปลูกข้าว แต่เป็นพื้นที่ที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนอย่างรอบด้าน ทั้งในแง่อาหาร ความรู้ และความสัมพันธ์กับธรรมชาติ


สำหรับลิ้มรสให้รู้ราก อาหารแบบนี้มีความหมายมากกว่าความอร่อย ืเพราะมันย้ำเตือนว่า อาหารไม่ได้บอกแค่ว่าคนกินอะไร แต่มันบอกด้วยว่า ผู้คนเคยอยู่กับโลกแบบไหน มองพื้นที่รอบตัวอย่างไร และรู้จักเปลี่ยนสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นรสที่มีความหมายได้อย่างไร


การได้รู้จักอาหารหนึ่งจาน ป็นอีกวิธีหนึ่งในการค่อยๆ รู้จักรากของผู้คนและผืนดินไปพร้อมกัน

 
 
 

ความคิดเห็น


  • Facebook
  • YouTube

©2021 by tastefromtheroot

bottom of page